วัดโคโตะกุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัดเซ็นโซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดเซนโซในย่านอาซากุสะ กรุงโตเกียว
ร้านค้าเล็กๆริมถนนนากามิเสะแห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของมานานหลายศตวรรษแล้ว

วัดเซนโซ (ญี่ปุ่น: 浅草寺 Sensō-ji ) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดอาซากุสะ เป็นวัดพุทธในย่านอะสะกุสะ เขตไทโต โตเกียว เป็นวัดที่เก่าแก่และมีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว แรกเริ่มเคยเป็นวัดในสายเทนได ต่อมาได้แยกเป็นอิสระหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณติดกับวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอาซากุสะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโต

วัดเซนโซเป็นสถานที่จัดเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในโตเกียว เทศกาลมีระยะเวลา 3-4 วัน ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างนี้ถนนใกล้เคียงจะปิดการจราจรตั้งแต่เช้าจนถึงหัวค่ำ

ผู้มาสักการะกำลังเผาเครื่องบูชา

ที่ทางเข้าวัดมีประตูขนาดใหญ่ เรียกว่า ประตูคามินาริ (Kaminari-mon) หรือ "ประตูอสุนี" บนคานประตูแขวนโคมกระดาษขนาดใหญ่มีความสูงกว่า 5.5 เมตร ที่มีรูปสายฟ้าและเมฆเขียนด้วยสีดำและแดง ในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของเจดีย์ 5 ชั้น และอาคารหลักที่เป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์คันนน (Kannon Bosatsu)

ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจำนวนมาก เดินทางมาเยี่ยมชมวัดเซนโซ บริเวณรอบๆวัดจึงมีร้านค้าขายสินค้าและอาหารพื้นเมืองญี่ปุ่นมาวางขายจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ถนนนากามิเสะ ซึ่งทอดยาวตั้งแต่ประตูสายฟ้าไปจนถึงบริเวณวัด สองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆขายของที่ระลึกต่างๆ เช่น พัด ภาพวาดแผ่นไม้ ชุดกิโมโน เสื้อคลุมแบบต่างๆ ม้วนภาพเขียน ขนมหวานพื้นเมือง ไปจนถึงหุ่นยนต์ของเล่น เสื้อยืด หรือของประดับโทรศัพท์มือถือ

ตู้บริจาคใบโต ไกด์แนะนำว่าให้โยนเหรียญบริจาคลงไป และควรจะบริจาคเป็นเหรียญที่มีเลข 5 ทั้ง 5 เยน 50 เยน หรือ 500 เยน ซึ่งให้ความหมายที่ว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

ในบริเวณวัดยังมีสวนที่เงียบสงบ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาให้เป็นสวนแบบญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดี

ประวัติ

วัดเซนโซ นี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์คันนง ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ประมาณปี ค.ศ. 628 มีชาวประมง 2 พี่น้อง ชื่อว่า ฮิโนคุมะ ฮามานาริ และฮิโนคุมะ ทาเคนาริ ทุกวันจะออกหาปลาที่แม่น้ำสุมิดะ มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นทั้งวันจับปลาไม่ได้สักตัว จึงอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้สักตัว เพื่อกลับไปทานเป็นอาหารเย็น พอเหวี่ยงแหออกไป สิ่งที่ติดแหขึ้นมา กลับเป็นพระพุธรูปเจ้าแม่กวนอิมทองคำ สูง 5 นิ้ว จึงนำไปให้หัวหน้าหมู่บ้านของทั้งสองชื่อว่า ฮาจิโนะ นากาโมโตะ หัวหน้าหมู่บ้านได้ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิม จึงได้เปลี่ยนแปลงบ้านของตนในอาซากุสะให้กลายเป็นวัดขนาดเล็ก เป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ เพื่อให้คนในหมู่บ้านมากราบไหว้บูชา ทั้งชาวบ้านและเหล่าซามูไรมักจะเดินทางมาขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมเป็นประจำ และสิ่งที่ขอพรไปนั้นก็มักจะสมปรารถนาอยู่เสมอ ๆ ทำให้ชาวบ้านและเหล่าซามูไรมีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก ชื่อเสียงในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิมนี้ ได้แพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่น มีคนจากทั่วสารทิศเดินทางมาวัดอาซากุสะเพื่อสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิม จนล่ำลือไปถึงท่านโชกุน ท่านโชกุนจึงได้ให้มีการสร้างอาคารหลังใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 645 และต่อเติมส่วนต่าง ๆ เรื่อยมาอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองปี ค.ศ. 1945 อาคารส่วนใหญ่ของวัดอาซากุสะ ได้รับความเสียหายจากการถูกทิ้งระเบิด และถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในภายหลัง ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่และความสงบสุขให้กับคนญี่ปุ่น

 

 

วัดโซโจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัดโซโจ เป็นวัดพุทธตั้งอยู่ในย่านชิบาอุระ เขตมินาโตะ โตเกียว เป็นวัดศูนย์กลางของสายจินไซ พระประธานคือ พระพุทธรูปอมิตาภะ ผู้ก่อตั้งวัด คือ ยูโยะ โชโซ

ในสมัยเอะโดะ วัดโซโจถือว่าเป็นวัดประจำตระกูลโทะกุงะวะ เมื่อแรกเริ่ม โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ได้ย้ายวัดไปที่ฮิบิยะ ต่อมาในปี 1590 มีการขยายอาณาเขตของปราสาทเอะโดะจึงได้ย้ายวัดมา ณ ที่ตั้งปัจจุบัน

หลังจากตระกูลโทะกุงะวะเริ่มเสื่อมอำนาจลง บริเวณลานวัดได้กลายเป็นสวนสาธารณะ ในสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณวัดถูกทำลายอย่างหนัก แต่ได้มีการบูรณะขึ้นอีกครั้ง

สุสานโชกุนโทะกุงะวะ

หลังจากโทะกุงะวะ อิเอะยะซุเริ่มปกครองภูมิภาคคันโต ก็ได้ถือว่าวัดโซโจเป็นวัดประจำตระกูลโทะกุงะวะ และริเริ่มก่อสร้างอาคารใหญ่ต่างๆในวัด หลังจากนั้น วัดโซโจก็เป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ภายในวัดเป็นที่ตั้งของสุสานประจำตระกูลโทะกุงะวะ ซึ่งศพของโชกุนโทะกุงะวะ 6 รุ่น รวมทั้งภริยาและบุตรถูกฝังที่นี่ โดยหลุมฝังศพของฮิเดทาดะ อิเอโนบุ และอิเอะยะซุ ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติ

 

 

วัดโท

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจดีย์ห้าชั้นแห่งวัดโท

วัดโท (ญี่ปุ่น: 東寺 To-ji โทจิ ) เป็นวัดพุทธในสายชินงอน ตั้งอยู่ในเมืองเคียวโตะ ชื่อของวัดมีความหมายว่า วัดตะวันออก ในอดีตเคยมีวัดไซจิ หรือวัดตะวันตก อยู่เป็นคู่กัน ทั้งสองวัดนี้ตั้งอยู่ข้างประตูราโช ซึ่งเป็นประตูเมืองของเมืองหลวงเฮย์อัน มีชื่อที่เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการว่า Kyō-ō-gokoku-ji ชื่อนี้บ่งชี้ว่าในอดีตเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อให้คอยปกป้องคุ้มครองประเทศชาติ วัดโทนี้ตั้งอยู่ในเขตมินามิ ใกล้กับทางแยกที่ถนนโอมิยะตัดกับถนนคุโจ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสถานีรถไฟเกียวโต

วัดโทสร้างขึ้นเมื่อปี 796 สองปีหลังจากที่ย้ายเมืองหลังมายังเฮย์อัน หรือเกียวโตในปัจจุบัน ในปี 823 พระโคโบะ ไดชิ หรือคุไค ได้เข้ามาดำเนินการต่อเติมและพัฒนาวัดตามพระบัญชาของจักรพรรดิซางะ พระประธานของวัดคือ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา (Yakushi Nyorai) หรือพระพุทธเจ้าหมอ

อาคารโบราณในวัดโท

เจดีย์ของวัดโทมีความสูง 57 เมตร จัดว่าเป็นอาคารไม้ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปได้ตั้งแต่สมัยเอโดะ เมื่อครั้งที่เจดีย์ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามคำสั่งของอิเอมิตสึ โชกุนรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลโทคุงาวะ ปัจจุบันเจดีย์นี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองเกียวโต ทางเข้าสู่ภายในเจดีย์จะเปิดให้เข้าชมเพียงไม่กี่วันในแต่ละปี

อาคารต่างๆของวัดโทเป็นสถานที่เก็บรักษาพระพุทธรูปโบราณจำนวนมาก ในลานวัดมีสวนหย่อมและสระน้ำที่เลี้ยงเต่าและปลาคาร์ปไว้ และยังมีโรงเรียนราคุนัน ซึ่งดำเนินการโดยทางวัดเอง นักเรียนจากที่นี่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำเป็นจำนวนมาก

จากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และความเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณ องค์การยูเนสโกจึงขึ้นทะเบียนวัดโทให้เป็นมรดกโลก พร้อมกับสถานที่อื่นๆในเมืองเกียวโต

ในวันที่ 21 ของทุกเดือน ในลานวัดจะมีการจัดเป็นตลาดนัด มีชื่อเรียกกันว่า โคโบะซัน (Kobo-san) เพื่อระลึกถึงพระโคโบะ ไดชิ ซึ่งมรณภาพในวันที่ 21 มีนาคม ตลาดนัดนี้จำหน่ายสินค้าจำพวกของเก่า ผลงานศิลปะ เสื้อผ้า เครื่องปั้นดินเผา อาหาร และของใช้มือสองต่างๆ ตลาดนัดครั้งที่ใหญ่ที่สุดจะจัดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี

ในลานวัดโทจะมีจัดตลาดขายของเก่าที่มีขนาดเล็กกว่าโคโบะซัน โดยจัดขึ้นในวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน

 

 

วัดนะริตะซัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ถนนของวัดนะริตะซัง

วัดนะริตะซัง (Narita-san Temple) เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในเมืองนะริตะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

วัดนี้เป็นหนึ่งในวัดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในภูมิภาคคันโต และจำนวนผู้มาเยี่ยมชมในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็เป็นรองเพียงศาลเจ้าเมจิในกรุงโตเกียวเท่านั้น บริเวณวัดเป็นที่ตั้งของประตูหลัก ทางเดินบันไดขึ้นสู่อาคารหลัก เจดีย์ห้าชั้นหนึ่งคู่ สวนหย่อมที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ รวมทั้งบริเวณสำหรับเลี้ยงสัตว์

อาคารหลักเป็นสถานที่สำหรับสักการบูชา ภายในก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมพุทธแบบอินเดีย โดยยังคงเอกลักษณ์ของศิลปะแบบญี่ปุ่นเอาไว้

การท่องเที่ยว

ผู้ที่จะเดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่นที่ท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะ มักจะแวะชมวัดนี้ การเดินเท้าจากสถานีรถไฟ JR นะริตะ หรือสถานีรถไฟเคเซนะริตะ มายังวัดนี้ ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที ทั้งสองเส้นทางนี้เต็มไปด้วยร้านค้าขายขนมญี่ปุ่นหรืออาหารประเภทอื่น และเครื่องรางนำโชคอย่างตุ๊กตาดะรุมะ

กิจกรรมในช่วงเทศกาล

  • เทศกาลปีใหม่ : วัดนะริตะซังจะมีผู้มาเยือนจากทั่วทุกสารทิศในภูมิภาคคันโตมากกว่า 2 ล้านคนในช่วง 3 วันแรกของปีใหม่
  • เดือนเมษยาน : วัดนะริตะซังเป็นสถานที่สำหรับจัดเทศกาลตีกลองไทโกะที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคันโต นักตีกลองหลายร้อยคนจะเดินตีกลองไปตามถนนโอะโมะเตะซันโดในวันที่สองของเทศกาล ในปี 2007 เทศกาลนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 14-15 เมษายน

 

 

 

วัดเบียวโด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ศาลาหงส์ วัดเบียวโด

วัดเบียวโด (ญี่ปุ่น: 平等院 Byōdō-in ) ตั้งอยู่ในเมืองอุจิ จังหวัดเคียวโตะ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1541 ในสมัยเฮอัน อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดคือ ศาลาหงส์ หรือศาลาอมิตาภะ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1596 เมื่อแรกเริ่มนั้นวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่พำนักในชนบทของฟุจิวาระ มิจินางวะ ต่อมาในปี พ.ศ. 1595 ฟุจิวาระ โยริมิจิ ผู้เป็นบุตรชาย ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นวัดพุทธ ปัจจุบันมีเพียงอาคารเดียวที่ยังคงหลงเหลือมาจากเมื่อครั้งแรกสร้าง คือ ศาลาหงส์ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยสระน้ำ อาคารอื่น ๆ ถูกไฟไหม้จนหมดในระหว่างสงครามกลางเมืองในปี พ.ศ. 1879

อาคารหลักของวัดเบียวโดคือ ศาลาหงส์ ประกอบด้วยห้องโถงกลาง ขนาบข้างด้วยปีกระเบียงทั้งสองด้าน และระเบียงที่ด้านหลังศาลา ห้องโถงกลางเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอมิตาภะ หลังคาของศาลามีรูปปั้นหงส์ตั้งอยู่

วัดเบียวโดได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์แห่งเมืองเคียวโตะ

 

 

วัดโจรุริ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัดโจรุริ (ญี่ปุ่น: 浄瑠璃寺 Jōruri-ji วัดของพุทธศาสนา ตั้งอยู่ระหว่างนครเคียวโตะและนะระ สร้างขึ้นเมื่อปี 1047 โดยพระเอ็นชิน ภิกษุผู้ทรงอิทธิพลในยุคเฮอัง วัดนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเนื่องจากเป็นที่ตั้งของสวนญี่ปุ่นแบบโบราณ ที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบพุทธเกษตรแดนสุขาวดี ด้านทิศตะวันตก ของพระอมิตาภะพุทธเจ้าตามความเชื่อของพุทธศาสนามหายาน ปัจจุบันวัดโจรุริจิ เป็นวัดในนิกายชินงง-ริสึ หรือนิกายมนตรยานสายวินัย แต่ด้วยเหตุที่วัดมีชื่อเสียงในด้านอุทยานสุขาวดี ผู้คนจึงเข้าใจว่าเป็นวัดในนิกายโจโด หรือนิกายสุขาวดี

วิหารพุทธเกษตร สร้างขึ้นเมื่อปี 1107

อุทยานพุทธเกษตร

สวนพุทธเกษตรวัดโจริรุ (浄瑠璃寺庭園) เป็นสวยแบบพุทธเกษตร ที่เลียนแบบพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าในจักรวาลอื่นๆ อารามและสวนในลักษณะนี้นิยมสร้างกันในยุคเฮอัง (平安時代) หรือระหว่างปีคริสตศักราช 794 - 1185 เนื่องจากยุคสมัยนั้นเต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อ และความตกต่ำของจิตใจมนุษย์ จนผู้คนในยุคนั้นเชื่อว่า พระพุทธศาสนาของพระศากยมุนีเสื่อมถอยลงแล้ว ทางรอดเพียงประการเดียวคือภาวนาอ้อนวอนเพื่อไปเกิดในพุทธเกษตรสุขาวดีของพระอมิตาภะ ปัจจุบันสวนสุขาวดีเหลืออยู่เพียง 2 แห่งคือที่วัดเบียวโดอิน (平等院) ที่เมืองอุจิ และที่วัดโจรุริจิ แห่งนี้

สระน้ำของสวนขุดขึ้นในปีคริสตศักราช 1150 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหารพระอมิตาภพุทธทั้ง 9 พระองค์ (สร้างขึ้นในปี 1107) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตก ด้านหน้าวิหารและอีกฝั่งสระน้ำประดับโคมศิลาสมัยศตวรรษที่ 13 ช่วยเสริมความงามสง่าที่แฝงไว้ในความเรียบง่าย

การจัดวางตำแหน่งของสวนและสระน้ำเป็นไปตามลักษณะอุทยานสวรรค์สุขาวดี และตามหลักการจัดสวนแบบโบราณของญี่ปุ่น กลางสระน้ำก่อเกาะเล็กๆ ไว้หมายถึงโลกมนุษย์ มีหาดหินกรวดขนาดย่อม หินตั้งที่ดูกลมกลืนกับพื้นที่ และมีการจัดวางสะพานหินตามขนบ ในระยะหลังทางวัดปล่อยให้พืชพรรณเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จึงมีลักษณะคล้ายกับสวนตามวัดนิกายเซน แต่หลังจากมีการบูรณะแล้ว มีการตบแต่งใหม่ตามขนบสวนสมัยเฮอัง ที่ดูเป็นระบบระเบียบมากว่า

อุทยานพุทธเกษตรในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เบื้องหน้าเจดีย์ 3 ชั้นที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1178

แนวคิดเบื้องหลังของอุทยานพุทธเกษตร

ทั้งนี้ ใน จุลสุขาวดีวยูหสูตร หรือ อมิตายุสูตร กล่าวถึง สุขาวดีโลกธาตุ หรือ อุทยานในพุทธเกษตรสุขาวดีไว้ว่า

"ดูก่อน สารีบุตร ไฉนพุทธเกษตรแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า "สุขาวดี"เล่า? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบรรดาปวงสัตว์ในพุทธเกษตรแห่งนี้ ไม่มีความทุกกายทุกใจใดๆ อยู่เลย มีแต่ความสุขอย่างเหลือประมาณ เหตุนี้แลพุทธเกษตรแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า "สุขาวดีพุทธเกษตร" อนึ่งสารีบุตร ในสุขาวดีพุทธเกษตรนี้ ประดับประดาแวดล้อมไปด้วยภูเขาแก้ว 7 ลูก อันเป็นประดุจกำแพงแก้ว 7 ชั้น มีต้นตาลขึ้นเป็นแนวอยู่อีก 7 แถว มีตาข่ายกระดึงทองโยงใยให้ถึงกัน และ อาณาบริเวณโดยทั่วไปนั้นล้วนรายรอบเกลื่อน กลาดไปด้วยแก้วมณีอันมีค่า 7 ประการ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้ชื่อว่า สุขาวดีพุทธเกษตร"

อนึ่ง ในสุขาวดีพุทธเกษตรนี้ ยังมีสระโบกขรดี ซึ่งประดับประดาด้วยรัตนอันมีค่ายิ่งอยู่จำนวน 7 สระ สระน้ำทั้ง 7 แห่ง เป็นสระที่ประดับรัตนชาติอันมีค่ายิ่งทั้ง 7 อย่างคือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ทับทิม บุศราคัม และมรกต สระโบกหรดีทั้ง 7 เปี่ยมไปด้วย อัษฎางคิกวรีคือมีองค์คุณ 8 ประการ ครบถ้วนคือ

1.มีท่าสำหรับการขึ้น-ลงสระที่ราบเรียบ

2.ระดับน้ำลึกพอที่กาจะก้มลงกินน้ำได้

3.ท่าขึ้น-ลงนับรายระยับด้วยทรายทอง

4.แต่ละสระมีบันได 4 บันไดโดยรอบทั้ง 4 ทิศ

5.ท่าขึ้น-ลงล้วนประดับประดาด้วยแก้วมณีอันมีค่าทั้ง 7 อย่าง

6.บริเวณรอบๆสระน้ำทั้ง 7 มีต้นไม้แก้ว 7 ประการ ออกดอกออกผลอย่างงดงามน่าดูเป็นที่ชื่นตาชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง

7.ในสระทั้ง 7 แห่งมีดอกบัวต่างพันธุ์ต่างสีสันขึ้นอยู่เต็มทุกสระมีทั้งดอกสีเขียว เหลืองแดง ขาว และดอกบัวต่างพันธุ์ต่างวรรณะนี้เมื่อได้เบ่งบานเต็มที่จะมีสัณฐานใหญ่เท่ากงเกวียนที่เดียว"

ข้อสังเกตุเกี่ยวกับแนวคิดของสวน

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งของวิหารพระอมิตาภพุทธ และสระน้ำ ดูผิดแผกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แสงที่สาดส่องลงมาอยู่ตรงกันข้ามกับด้านหน้าของวิหารและสวน แต่ส่องเข้าอย่างเต็มที่ไปยังเจดีย์ 3 ชั้น ที่ประดิษฐานรูปพระอักโษภยะพุทธเจ้า ในจุดนี้ ทำให้สันนิษฐานกันว่า สวนแห่งนี้อาจมิได้สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนอุทยานพุทธเกษตรสุขาวดี แต่อาจสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนอุทยานของพุทธเกษตรอภิระติ ของพระอักโษภยะพุทธเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก แต่ทฤษฎีนี้ไม่ค่อยแพร่หลายนัก

 

 

วัดโทได

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิหารหลังของวัดโทได

วัดโทได (ญี่ปุ่น: 東大寺 Todai-ji ) เป็นวัดพุทธในเมืองนะระ ประเทศญี่ปุ่น หอไดบุทสึ (Daibutsuden) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดได้รับการบันทึกว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก[ต้องการอ้างอิง] เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุสึขนาดใหญ่หล่อจากบรอนซ์ นอกจากนี้ วัดนี้ยังเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนศาสนาในสายเคงอนอีกด้วย วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในทะเบียนเดียวกับวัด ศาลเจ้า และสถานที่สำคัญอื่นๆอีก 7 แห่งในเมืองนะระ

ประวัติ

ประวัติเมื่อครั้งแรกเริ่มสร้าง

ในสมัยเทมเปียว มีผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติและโรคระบาดอยู่เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปี พ.ศ. 1286 จักรพรรดิโชมุได้ทรงประกาศว่า ประชาชนควรจะร่วมกันสร้างพระพุทธรูปขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากภัยพิบัติ เนื่องจากทรงมีความเชื่อว่าพระพุทธรูปจะช่วยคุ้มครองประชาชนได้ ตามบันทึกที่เก็บรักษาอยู่ในวัดโทไดได้กล่าวว่า มีคนมาช่วยสร้างพระพุทธรูปและหอที่ประดิษฐานมากกว่า 2,600,000 คน การสร้างพระพุทธรูปเริ่มต้นครั้งแรกที่เมืองชิงะระกิ แต่หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้และแผ่นดินไหวจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก็ได้ย้ายสถานที่สร้างมายังเมืองนะระใน พ.ศ. 1288 และสร้างเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 1294 ต่อมาใน พ.ศ. 1295 ได้มีการจัดพิธีเบิกพระเนตรเพื่อฉลองพระพุทธรูปองค์ใหม่ โดยมีพระภิกษุชาวอินเดียชื่อว่า Bodai-senna เป็นผู้ประกอบพิธี ตามบันทึกมีผู้มาร่วมพิธีราว 10,000 คน หลังจากนั้นจักรพรรดิโชมุได้ทรงประกาศให้วัดโทไดเป็นวัดประจำจังหวัดยะมะโตะ และเป็นศูนย์กลางของวัดทั่วอาณาจักร

การก่อสร้างขึ้นใหม่หลังสมัยนะระ

พระพุทธรูปไดบุสึถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งโดยเหตุผลต่างๆกัน รวมทั้งความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และมีการสร้างขึ้นใหม่ 2 ครั้งที่มีสาเหตุจากเหตุเพลิงไหม้ โดยพระหัตถ์ทั้งสองข้างที่เห็นในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นในสมัยโมะโมะยะมะ (พ.ศ. 2111-2158) พระเศียรในปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะ (พ.ศ. 2158-2410) และหอที่ประดิษฐานในปัจจุบันนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2252 โดยมีขนาดเล็กกว่าอาคารหลังเดิมราว 30% เดิมทีในบริเวณวัดจะมีเจดีย์สูง 100 เมตรอยู่คู่หนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในยุคหลังจากการสร้างพีระมิด แต่ได้พังทลายลงเนื่องจากแผ่นดินไหว

ข้อมูลทั่วไปของพระพุทธรูป

พระพุทธรูปไดบุทสึที่วัดโทได

 

 

 

วัดปากน้ำญี่ปุ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดปากน้ำญี่ปุ่น
วัดปากน้ำญี่ปุ่น.jpg
บรรยากาศภายในพระอุโบสถ
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อสามัญ วัดปากน้ำญี่ปุ่น
ที่ตั้ง เลขที่ 294-1 อะซะเซ็นโดะได นะกะโนะ ตำบลไทเอ อำเภอคะโตะริ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

วัดปากน้ำญี่ปุ่น เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ อะซะเซ็นโดะได นะกะโนะ ตำบลไดเอ อำเภอคะโตะริ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ บำเพ็ญบุญกุศล เผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของไทย สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทยและญี่ปุ่น

ประวัติ

การจัดซื้อที่ดินเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2539 จากนั้นปีต่อมาได้ทำการซ่อมแซมอาคาร และมีพระสงฆ์เข้าจำพรรษาจำนวน 5 รูป ปี พ.ศ. 2541 จัดซื้อที่ดินเพิ่มบริเวณด้านหน้าของวัด เพื่อใช้สำหรับก่อสร้างพระอุโบสถ วางศิลาฤกษ์ และจัดงานทอดกฐินไปในคราวเดียวกัน

พ.ศ. 2554 วัดดังกล่าวได้เป็นสถานที่สำคัญ ในการพักพิงของชาวไทยในประเทศญี่ปุ่นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุ

พื้นที่

พื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 7 ไร่ สิ่งปลูกสร้างทั้งหมด 5 หลัง ประกอบไปด้วย:

  1. อาคารพระมงคลเทพมุนี
  2. อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
  3. อาคารสามัคคีรังสฤษฎ์
  4. อาคารพิมทิตยารักษ์
  5. อาคารสัคคโสปาณ

ซึ่งอาคารเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แต่เดิม ทางวัดฯได้ทำการดัดแปลงให้ตรงกับวัตถุประสงค์ทางด้านศาสนกิจ[

 

 

 

ศาลเจ้านิกโกโทโช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประตูศาลเจ้านิกโกโทโช

ศาลเจ้านิกโกโทโช (ญี่ปุ่น: 日光東照宮 Nikkō Tōshō-gū ) เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แด่โชกุนโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ โชกุนคนแรกของตระกูลโทะกุงะวะ เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2160 ในช่วงสมัยเอโดะ ระหว่างที่ฮิเดะตะดะ บุตรชายของโทะกุงะวะ ดำรงตำแหน่งเป็นโชกุน และได้รับการต่อเติมขยายพื้นที่ในสมัยของอิเอะมิสึ โชกุนคนที่สามของตระกูล ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ในเมืองนิกโก จังหวัดโทะจิงิ ทางตอนเหนือของภูมิภาคคันโตบนเกาะฮอนชู เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวัฒนธรรม "ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก" ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ตั้งรูปเคารพและป้ายวิญญาณของอิเอะยะซุ และมีสถานที่ฝังอัฐิอยู่ที่นี่

 

 

 

ศาลเจ้าฟุตาระซัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สะพานศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของทางศาลเจ้า
อาคารหลักภายในรั้วหิน

ศาลเจ้าฟุตะระซัน (ญี่ปุ่น: 二荒山神社 Futarasan Jinja ) เป็นศาลเจ้าชินโตในเมืองนิกโกะ จังหวัดโทจิงิ มักเรียกกันว่า ศาลเจ้านิกโกะฟุตะระซัน เป็นสถานที่สักการะเทพเจ้า 3 องค์ คือ โอคุนินุชิ ทาโกริฮิเมะ และอาจิสุกิตะคาฮิโคเนะ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1310

ศาลเจ้าฟุตะระซันตั้งอยู่ระหว่างศาลเจ้าโทโชกับสุสานไทยุอิน มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมชมสถานที่ทั้งสาม และที่วัดรินโนที่อยู่ใกล้เคียง

ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในรายชื่อเดียวกับศาลเจ้านิกโกะโทโชและวัดรินโนภายใต้ชื่อว่า "ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก" ภายในศาลเจ้าเป็นสถานที่เก็บรักษาดาบสองเล่มซึ่งจัดว่าเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่น

 

 

 

วัดโฮริว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดโฮริว
วัดโฮริว

วัดโฮริว ญี่ปุ่น : 法隆寺 Hōryū-ji ) เป็นวัดพุทธในเมืองอิกะรุงะ จังหวัดนะระ ประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเต็มว่า โฮริวงะกุมนจิ (法隆学問寺) หรือ Learning Temple of the Flourishing Law มีที่มาจากการที่วัดนี้ได้เปิดให้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาเช่นเดียวกับที่เป็นอารามสงฆ์ เป็นที่ยอมรับกันว่าวัดนี้มีอาคารไม้หลายหลังที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในโลก แม้ว่าจะยังมีวัดอื่นที่เก่าแก่กว่าและมีความสำคัญมากกว่า แต่วัดโฮริวก็ยังคงเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2536 วัดโฮริวได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในนามว่า "วัดโฮริวและสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาใกล้เคียง" และรัฐบาลญี่ปุ่นได้ยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่น

ประวัติ

แรกเริ่มวัดนี้สร้างขึ้นตามพระบัญชาของเจ้าชายโชโตะกุ เพื่อสักการบูชาพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา หรือ ยาคุชิ เนียวไร (Yakushi Nyorai) และเพื่อเทิดพระเกียรติพระราชบิดาของเจ้าชาย สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 1150 เพื่ออุทิศ จากการขุดสำรวจบริเวณวัดในปัจจุบัน ทำให้ทราบว่าวังของเจ้าชายโชโตกุตั้งอยู่ในส่วนตะวันออกของบริเวณที่วัดตั้งอยู่ในทุกวันนี้ และขุดค้นพบซากวัดที่อยู่ทางใต้ของวังของเจ้าชาย และไม่ได้อยู่ในบริเวณวัดในปัจจุบัน วัดโฮริวเคยถูกฟ้าผ่าและเกิดเพลิงไหม้ในปี พ.ศ. 1213 ทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1213 - 1243 ต้องมีการสร้างวัดขึ้นใหม่ในลักษณะเดิม แต่ย้ายตำแหน่งขึ้นไปตามทางตะวันตกเฉียงเหนือจากตำแหน่งเดิม และได้มีการบูรณะและต่อเติมบริเวณวัดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 1917 และ พ.ศ. 2146

สถาปัตยกรรม

บริเวณวัดในปัจจุบันแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนไซอินหรือตะวันตก และส่วนโทอินหรือตะวันออก ส่วนตะวันตกเป็นที่ตั้งของหอคนโด (หอทองคำ) และเจดีย์ห้าชั้น ส่วนตะวันออกมีหอยูเมะโดโนะรูปทรงแปดเหลี่ยม (หอนิมิต) ตั้งอยู่ห่างจากส่วนตะวันตกไปทางทิศตะวันออก 122 เมตร ในบริเวณวัดยังมีกุฏิสงฆ์ หอประชุม ห้องสมุด และโรงอาหาร

ขณะที่วัดในญี่ปุ่นในยุคแรกๆจะออกแบบอาคารให้เรียงตัวกันตามต้นแบบจากจีนและเกาหลี แต่วัดโฮริวไม่ได้เรียงตามต้นแบบนั้น โดยหอคนโดจะอยู่ข้างเจดีย์ ซึ่งที่มาจากการสร้างวัดขึ้นใหม่หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในปี พ.ศ. 1213 พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาที่ประดิษฐานอยู่ก่อนถูกเพลิงไหม้ยังคงรอดปลอดภัยมาได้ ระหว่างการสร้างวัดขึ้นใหม่ได้มีการอาราธนาพระพุทธรูปศากยมุนีมาประดิษฐานที่วัด เนื่องจากผู้สร้างวัดต้องการยกย่องเชิดชูเกียรติแด่พระพุทธรูปทั้งสองอย่างเท่าเที่ยมกัน จึงออกแบบให้หอคนโดและเจดีย์ตั้งอยู่เคียงข้างกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม

สถาปัตยกรรมขอวัดโฮริวได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรแพ็กเจแห่งคาบสมุทรเกาหลีเป็นอย่างมาก เป็นเพราะมีความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นอย่างแน่นแฟ้น มีหลักฐานบ่งชี้ว่าสถาปนิก ช่างแกะสลัก และช่างฝีมือชาวแพ็กเจได้มีส่วนช่วยในการสร้างวัดโฮริว เนื่องจากญี่ปุ่นในยุคนั้นยังขาดแคลนแรงงานมีฝีมือที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ ตามบันทึกของซัมกุ๊ก ซางิ เชื้อพระวงศ์ผู้ปกครองแพ็กเจ ได้กล่าวไว้ว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาถูกสร้างขึ้นโดยช่างแกะสลักชาวแพ็กเจตามพระบัญชาของเจ้าชายโชโตกุ ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยรักษาอาการประชวรของพระราชบิดาได้ แต่พระราชบิดาของพระองค์ก็เสด็จสวรรคตไปก่อนที่วัดจะสร้างเสร็จสมบูรณ์

เจดีย์

เจดีย์ไม้ห้าชั้นในบริเวณวัดสูง 32.45 เมตร ถือกันว่าเป็นหนึ่งในสองอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายกับจีนและเกาหลี สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 700 แท่นรองฐานและราวลูกกรงของเจดีย์มีลักษณะเช่นเดียวกับในหอคนโดแทบทุกประการ มีบันทึกกล่าวไว้ว่าใต้พื้นของเจดีย์มีหีบสมบัติฝังอยู่ โดยหินก้อนใหญ่ที่สร้างเป็นฐานเจดีย์ถูกฝังลึกลงไปใต้ดิน 3 เมตร และมีโพรงสำหรับใส่หีบไว้ แต่เนื่องด้วยน้ำหนักของเจดีย์ ทำให้ไม่สามารถขุดค้นลงไปถึงหีบสมบัติได้

หอยุเมะโดโนะ

เป็นที่เชื่อกันว่าเจ้าชายโชโตกุพำนักอยู่ในหอนี้เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก หอที่เห็นปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 739 และได้รับการบูรณะในศตวรรษที่ 9 หอยูเมะโดโนะนี้เป็นที่ประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งจะเปิดให้นมัสการเพียงปีละหนึ่งครั้ง